ทฤษฎีกราฟของออยเลอร์
บทนิยามของกราฟ
กราฟ
เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในสาขาวิชาวิยุตคณิต (Discrete
mathematics) กราฟในที่นี้จะกล่าวถึงความสัมพันธ์ของจุด และเส้นที่เชื่อมระหว่างจุด เช่น
แผนที่ถนนเชื่อมระหว่างเมืองต่าง ๆ
แผนที่แสดงเส้นทางการบิน
และจากตัวอย่างการแก้ปัญหาโดยใช้จุดและเส้นเป็นแบบจำลองที่กล่าวมาข้างต้น เป็นต้น
ซึ่งจะให้ความหมายดังนิยามต่อไปนี้ บทนิยาม 1 กราฟจำกัด G คือคู่อันดับ (V(G)) ประกอบไปด้วยเซตจำกัด 2 เซต
1. V(G)
เป็นเซตของจุดที่ไม่เป็นเซตว่าง ถ้าu
เป็นสมาชิกใน V(G) เรียก u ว่าจุด (vertex)
2.
E(G) เป็นเซตของเส้น ซึ่งเส้นแต่ละเส้น คือ คู่ที่ไม่เป็นอันดับ (unordered pair) ของจุด ที่เขียนอยู่ในรูป uv เรียก uv ว่า เส้น (edge)
บทนิยาม 2
1. เส้นที่มีจุดปลายทั้งสองเป็นจุดเดียวกัน
เราเรียกว่า วงวน (loop) 2. เส้นตั้งแต่สองเส้นขึ้นไปที่เชื่อมจุดคู่เดียวกัน เราเรียกว่า เส้นหลายชั้น (multiple edges)
3. กราฟที่ไม่มีเส้นหลายชั้นและไม่มีวงวน เราเรียกว่า กราฟเชิงเดียว (Simple graph)
บทนิยาม 3 กำหนดกราฟ G = (V(G), D(G)) และ v Î V(G) ระดับขั้น (degree) ของ v คือจำนวนเส้นใน E(G) ที่ตกกระทบกับจุด v เราเขียน deg(v) แทนระดับขั้นของ v
(จำนวนเส้น
ใน E(G) ที่ตกกระทบกับจุด v
คือ จำนวนเส้นใน
E(G) ที่ออกจาก จุด v
นั่นเอง)
ถ้า deg(v) เป็นจำนวนคู่
เราเรียก v ว่าจุดคู่ (even verte)
ถ้า deg(v) เป็นจำนวนคี่ เราเรียก v ว่าจุดคี่ (odd vertex)
ทฤษฎีบท 1 ให้ G
= (V(G), E(G)) แทนกราฟ
โดย | V(G)| =
p และ | E(G)
| = q
ถ้า deg(v) เป็นจำนวนคี่ เราเรียก v ว่าจุดคี่ (odd vertex)
ซึ่ง V(G) = {v1, v2, ..., vp } และ E(G) = { e1, e2, ...., eq } จะได้ว่า
P
å deg (v i ) = 2| E(G) |
บทแทรก 1 กราฟทุกกราฟจะมีจุดคี่เป็นจำนวนคู่
บทนิยาม 4 ให้ H = (V(H)), E(H)) และ G = (V(G)), E(G)) เป็นกราฟใด ๆ
1. ถ้า V(H) Ì V(G) และ E(H) Ì E(G)
เรากล่าวว่า H เป็นสับกราฟ (subgraph) ของ G
2. ถ้า H เป็นสับกราฟของ G และ V(H) = V(G
เรากล่าวว่า H เป็นสับกราฟแผ่ทั่วถึง (spanning subgraph) ของ G
3. ถ้า V(H) = V(G) และ E(H) = E(G)
เรากล่าวว่า กราฟ H และกราฟ G เป็นกราฟเหมือนกัน (identical) เขียนแทน H = G
บทนิยาม 5 ให้ G = (V(G), E(G)) เป็นกราฟใด ๆ
1. ถ้า U เป็นเซตของจุดที่ไม่เป็นเซตว่าง และเป็นสับเซตแท้ของ V(G) แล้ว G – U เป็นสับกราฟของ G ที่ได้จากการกำจัดจุดใน U และเส้นทุกเส้นที่ตกกระทบกับจุดแต่ละจุดใน U
2. ถ้า F เป็นเซตของเส้นที่ไม่เป็นเซตว่าง และเป็นสับเซตของ E(G) แล้ว G – F คือสับกราฟของ G ที่ได้จากการกำจัดเส้นใน F โดยที่ไม่มีผลต่อจุด
บทนิยาม 6 แนวเดิน (Walk) W ในกราฟ G คือ ลำดับสลับของจุดและเส้นของกราฟ G ดังนี้
W : v0 , e1 , v1 , e2 , v2 , ....., vn-1 , en , vn
ซึ่งเส้น ei มีจุดปลาย คือ vi-1 และ vi สำหรับ 1 £ i £ n
บทนิยาม 7 ให้ v เป็นจุดใด ๆ ในกราฟ G และ W เป็นแนวเดินใน G โดยที่
W : v (ซึ่งมีความยาว = 0)
เราเรียกแนวเดิน W ที่ไม่มีเส้น (n = 0) ว่าแนวเดินชัด (trival walk)
บทนิยาม 8
ให้ u และ
v เป็นจุดใด
ๆ ในกราฟ G
เรากล่าวว่าแนวเดิน u –
v เป็น
แนวเดินปิด (closed
walk) เมื่อ u
= v
และ
แนวเดิน u – v เป็นแนวเดินเปิด (open walk) เมื่อ u ¹ v
บทนิยาม 9
1. ถ้าเส้นในแนวเดิน u
– v ไม่ซ้ำกัน เรากล่าวว่าแนวเดิน u – v เป็นรอยเดิน (trail)
2.
ถ้าจุดในแนวเดิน
u – v ไม่ซ้ำกัน
เรากล่าวว่าแนวเดิน u –
v เป็นวิถี (path)
ทฤษฎีบท 2 ให้ u และ v เป็นจุดในกราฟ G ทุก ๆ
แนวเดิน u – v จะมีวิถี u – v
บทนิยาม 10
1.
เราเรียกรอยเดินปิดที่ไม่ใช่แนวเดินชัดว่า
วง (circuit)
2. เราเรียก
วงที่มีจุดเริ่มต้น
และจุดภายในไม่ซ้ำกันว่า
วัฏจักร (cycle)
บทนิยาม 11 เมทริกซ์ประชิด (adjacency matrix)
ให้ V(G)
= { v1 , v2
, ...., vn} เป็นเซตของจุดในกราฟ เมื่อ n
= |
V(G)| เมทริกซ์ประชิดของ G เขียนแทนด้วย
A(G)
จะเป็นเมทริกซ์มีมิติnxnและA(G) =[aij]โดยที่aijเป็นจำนวนของเส้นที่เชื่อมจุดviและ vj
ทฤษฎีบท 3 ให้ V(G) = {
v1 , v2 , ... , vn} เป็นเซตของจุดในกราฟ G
และ A =
A(G)
เป็นเมทริกซ์ประชิดของ
G
แล้วสมาชิก
aij ของ Ak , k ³ 1 จะเป็นจำนวนของแนวเดิน vi – vj ที่มีความยาว k ที่แตกต่างกันใน G
บทนิยาม 12 เมทริกซ์ตกกระทบ (incidence matrix)
ให้ V(G) =
{ v1 , v2 , ... , vn} และ E(G)
= { e1 , e2
, ... , em} เป็นเซตของจุดและเซตของเส้นในกราฟ
G เมื่อ n
= V(G)| และ m = |
E(G)|
เมทริกซ์ตกกระทบ (incidence matrix)
ของกราฟ
G เขียนแทนด้วย I(G) จะเป็นเมทริกซ์มีมิติ n
x m และ I(G)
= [ xij ] โดยที่ xij เป็นจำนวนครั้งที่จุด vi ตกกระทบกับเส้น ej ซึ่ง xij มีค่าดังนี้
0 ถ้า vi ไม่เป็นจุดปลายของเส้น ej
xij =
1 ถ้า vi เป็นจุดปลายของเส้น ei ที่ไม่เป็นวงวน
2 ถ้า vi เป็นจุดปลายของเส้น ei ที่เป็นวงวน
บทนิยาม 13 ให้ u และ v
เป็นจุดใด ๆ
ในกราฟ G เรากล่าวว่า u
และ v เชื่อมโยงกันได้
(connect) เมื่อมีวิถี u – v
13.1 ถ้ามีวิถีระหว่างจุดสองจุดใดๆ
แล้วกราฟ G เป็นกราฟเชื่อมโยง
(connected graph)
13.2 ถ้าไม่มีวิถีระหว่างจุดสองจุดใดๆ แล้วกราฟ G
เป็นกราฟไม่เชื่อมโยง (disconnected graph)
บทนิยาม 14 ให้กราฟ G เป็นกราฟเชื่อมโยง และ v
เป็นจุดในกราฟ
G เรียก จุด v
ว่า จุดตัด
(cut vertex)
ถ้ากราฟ G – v กลายเป็นกราฟไม่เชื่อมโยง
บทนิยาม 15 ให้กราฟ G เป็นกราฟเชื่อมโยง และ
e เป็นเส้นในกราฟ G เรียก เส้น
e ว่า
เส้นตัด (cut edge) ถ้ากราฟ G – e กลายเป็นกราฟไม่เชื่อมโยง
บทนิยาม 16 เรากล่าวว่ากราฟ G เป็น กราฟที่มีน้ำหนัก เมื่อเส้นแต่ละเส้น e ใน G
ถูกกำหนดด้วยจำนวนจริงที่ไม่เป็นลบ และเราเรียกจำนวนจริงดังกล่าวนี้ว่า น้ำหนักของเส้น e เขียนแทนด้วย w(e)
บทนิยาม 17
ความยาวของวิถีในกราฟที่มีน้ำหนัก
G คือ ผลรวมของน้ำหนักของเส้นในวิถีนั้น
บทนิยาม 18 ให้ G
เป็นกราฟเชื่อมโยงที่มีน้ำหนัก
u และ v เป็นจุดยอดใน G
ระยะทาง d(u,
v) คือ ค่าความยาวของวิถี u – v ที่น้อยที่สุด
ทฤษฎีบท 1
1.1 ถ้ากราฟ G มีวงวน แล้วกราฟ
G
ไม่เป็นต้นไม้
1.2 ถ้ากราฟ G เป็นต้นไม้
แล้วจุด 2 จุดใด ๆ
ใน G เชื่อมโยงกันได้ด้วย วิถีเพียงวิถีเดียว
1.3 ถ้ากราฟ G เป็นต้นไม้ ที่มีจุด n
จุด แล้ว กราฟ G
จะมีจำนวนเส้น
n – 1 เส้น
1.4 ถ้ากราฟ G เป็นต้นไม้ ที่มีจุด
n > 1
กราฟ G จะมีจุดที่มีดีกรี 1
อย่างน้อย 2 จุด
บทนิยาม 1 ให้ G เป็นกราฟเชื่อมโยง
เรากล่าวว่า G เป็นกราฟออยเลอร์ (Eulerian graph) เมื่อ
G มีรอยเดินปิดซึ่งผ่านเส้นทุกเส้นใน
G
และเรียกรอยเดินปิดดังกล่าวนี้ว่า
รอยเดินออยเลอร์หรือ
วงออยเลอร์ (Eulerian
circuit)
ทฤษฎีบท 1 ให้ G เป็นกราฟเชื่อมโยง และ | E(G)
|
³ 1
จะได้ว่า G เป็นกราฟออยเลอร์ ก็ต่อเมื่อ
จุดทุกจุดใน G เป็นจุดคู่
บทนิยาม 2 ให้ G เป็นกราฟเชื่อมโยง เราเรียกรอยเดินเปิดใน G
ว่า รอยเดินเปิดออยเลอร์
(Eulerian trail)
เมื่อรอยเดินดังกล่าวนี้ผ่านเส้นทุกเส้นใน G
ทฤษฎีบท 2
ให้ G เป็นกราฟเชื่อมโยง G
มีรอยเดินเปิดออยเลอร์
ก็ต่อเมื่อ G
มีจุดที่เป็นจุดคี่ไม่เกิน 2 จุด
ยิ่งไปกว่านั้นจุดคี่เหล่านี้จะเป็นจุดเริ่มต้นและจุดปลายของรอยเดินเปิดออยเลอร์



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น